วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มาหา'ไร?มหา'ลัย : "กูเป็นพี่มึงนะ" (ไม่ใช่เพื่อน!)

ตอนเด็กผมจำความอะไรไม่ได้มาก แต่มีคำพูดของแม่ประโยคนึงที่จำได้ติดหู ได้ยินแกพูดบ่อยๆตอนแม่ตั้งท้องน้องชาย แม่บอกผมว่า "ต่อไปลูกจะมีน้องมาเป็นเพื่อนแล้วนะ" แล้วพอมันคลอดออกมามันก็เป็นเพื่อนกับผมจริงๆครับ เจ้าน้องชายคนนี้ เป็นเพื่อนกิน เพื่อนเล่น เพื่อนรักร่วมสายเลือด เพื่อนรู้ใจ ไปจนถึงเพื่อนรู้ทัน (เกลียดนักเพื่อนแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนรักกันจริงๆถึงได้รู้ทันกัน เหอะๆ)

พี่น้องในบ้าน ในความเข้าใจผม คือ เป็นทั้งพี่น้องกันและเพื่อนกันไปในตัว กับเพื่อนๆข้างนอกผมก็เข้าใจอย่างนั้นว่าความเป็นเพื่อนนี่มันคาบเกี่ยวกับความเป็นพี่น้องได้ เราสามารถมีเพื่อนเป็นคนรุ่นพี่อายุมากกว่า่ เหมือนก๊วยเจ๋งในนิยายมังกรหยกที่คบหาเป็นเพื่อนกับเฒ่าทารก มีมิตรภาพไม่จำกัดอายุ

พอผมเข้าโรงเรียนส่วนมากก็คบหาแต่เพื่อนในวัยใกล้เคียงกัน ไม่ค่อยมีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องเสียเท่าไร เพราะสภาพการณ์มันไม่เอื้ออำนวยนัก เวลาส่วนใหญ่ใน รร.จะใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้น และร่วมรุ่นเสียมากกว่าเพื่อนรุ่นพี่ หรือรุ่นน้อง ที่นานทีปีหนจะต้องมาเกี่ยวข้องกันที อย่างเช่น เมื่อมีกีฬาสี ทำโครงงาน หรืออบรมอะไรต่างๆนานา จะเพื่อนรุ่นพี่ก็ไม่กี่คนที่ได้รู้จักกันโดยความบังเอิญ

พอเข้ามหาวิทยาลัย มีอะไรๆที่ไม่เหมือนโรงเรียนหลายอย่าง มีกิจกรรมชมรม มีการเรียนที่สามารถไปเรียนกับเพื่อนต่างคณะ เพื่อนต่างชั้นปีได้ ทำให้มีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องมากมายหลายคน


แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องตั้งคำถามกับมิตรภาพ ความเป็น 'เพื่อน' ระหว่างคนต่างชั้นปี ต่างอายุครับ ในมหาวิทยาลัย !

 ครั้งหนึ่งผมแนะนำเพื่อนรุ่นพี่ที่ชมรมกับเพื่อนที่เข้ามาหน้าใหม่ โดยบอกไปว่าเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นเป็นเพื่อนผม แต่รุ่นพี่คนที่ผมแนะนำเขาให้เพื่อนฟัง พอได้ยินผมเอ่ยถึงเขาว่าเป็นเพื่อนผม แกกลับปฏิเสธมิตรภาพของเรา พี่เขาบอกทันทีว่า "กูเป็นพี่มึงนะ !" ไอ้ตรงนี้แหละครับที่สะดุดใจผมขึ้นมา ผมงงมากทำไมพี่ต้องเป็นแค่พี่จะมาเป็นเพื่อนผมไม่ได้ แล้วที่เราคบหากันอยู่ ออกไปกินข้าว นั่งคุยนั่งเล่น แซวหยอกล้อกันมา มันไม่มีความหมายเลยหรอครับ ?!? ทำไม่พี่เขาถึงได้ริดรอนน้ำใจผมเสียเหลือเกิน !!! ผมแทบอึ้งกับคำพูดพี่เขาที่ฟังดูเหมือนหักหน้ากัน ณ เวลานั้น ผมก็ถามพี่เขาว่าเราไม่ใช่เพื่อนกันแล้วหรา อยู่ดีๆผมไปทำอะไรให้พี่โกรธ พี่เขาตอบกลับว่า "เปล่า มึงมันแค่รุ่นน้องกูต่างหาก !"


พอได้ยินคำตอบ และให้เวลาคิดใคร่ครวญทบทวนอะไรสักพัก ก็เข้าใจว่า การที่พี่เขาบอกว่าผมเป็นรุ่นน้องไม่ใช่เพื่อนนั้น มันมีที่มาจากวิธีการคิดแบบมหาวิทยาลัยที่มันไม่เหมือนกับที่บ้านผม ในมหาวิทยาลัยความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมันไม่เหมือนพี่น้องแบบในครอบครัว แต่เป็นพี่น้องที่ไม่ใช่พี่น้องธรรมชาติ คลานตามกันมากินอยู่ร่วมกัน จนเกิดความสนิทสนมเหมือนเพื่อนกัน

ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเป็นของสมมติ ที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเรียนคณะเดียวกัน สถาบันเดียวกัน มาก่อนเป็นพี่มาหลังเป็นน้อง มีระบบกิจกรรมอย่างรับน้องประชุมเชียร์ที่สถาปนาบทบาทรุ่นพี่รุ่นน้องนี้ขึ้นมา มีกิจกรรมประชุมเชียร์ที่ทำให้รุ่นพี่มีทั้งพระเดชพระคุณ จะเห็นได้ว่าความเป็นพี่น้องของ นศ. แบบนี้จะมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

ผมยิ่งเห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจของรุ่นพี่กับรุ่นน้องแบบนี้ได้ชัดในหมู่เพื่อน คณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ อย่างพยาบาล หรือสาธารณสุข เวลาพวก นศ.คณะเดียวกันแต่อยู่คนละชั้นปีถ้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน พวกที่เป็นรุ่นน้องจะดูเกรงๆไม่ค่อยเข้าหารุ่นพี่เสียเท่าไร หรืออาจจะเพราะคนเยอะก็ไม่ทราบ แต่ความรู้สึกส่วนตัวผมสัมผัสได้ถึงการวางตัวเป็นผู้อาวุโสกับผู้น้อยของเขาได้ชัดเจนมาก หลักฐานเชิงประจักษ์ของสภาพการณ์นี้คือ วัฒนธรรมการไหว้รุ่นพี่ ที่ปลูกฝังกันในหมู่ นศ.เอง ตอนผมเรียนโรงเรียนผมไม่เห็นต้องไหว้รุ่นพี่เลย เจอกันแค่ทักทายเรียกชื่อหรือยิ้มให้กันก็พอ หรือน้องชายที่บ้านตั้งแต่จำความมาได้ผมยังนึกไม่ออกเลยว่ามันเคยไหว้ผมตอนไหน ?!?  บางคนอาจจะบอกว่าเป็นการปลูกฝังมารยาททางสังคมที่ดีงาม อันนี้ผมไม่เถียง เพราะเรื่องความดี ความจริง ความงาม ผมว่าเป็นเรื่องอัตวิสัยใครๆก็อาจมองไม่เหมือนกันได้ แต่ผมเชื่อแน่ว่าวัฒนธรรมแบบนี้มันเป็นการบอกความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

มีเพื่อนคณะรังสีเทคนิคอธิบายเรื่องที่พี่ต้องวางตัวเป็น 'พี่' จะมาเป็น 'เพื่อน' พูดคุยหยอกล้อเล่นหัวกันไม่ได้นั้น มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนี้เพราะ เวลาไปทำงานในโรงพยาบาล ต้องทำงานเกี่ยวกับชีวิตคน เป็นงานซีเรียส เขาจำเป็นต้องคุมรุ่นน้อง ลูกน้อง หรือคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาให้ได้ งานจะได้ออกมาดี มีระเบียบเรียบร้อย ไม่เสี่ยงต่อการเสียหาย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ในการฝึกงานมาสนับสนุนคุณค่าของระเบียบวินัยและการตรงต่อเวลา เขามีความเห็นว่าวัฒนธรรมการว๊าก  SOTUS มีระบบอาวุโส มีพี่ระเบียบวินัยเป็นของจำเป็นในองค์กรแบบนี้ และเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก

ผมก็เห็นว่าความมีระเบียบวินัยเป็นของดีนะครับ แต่ผมไม่ค่อยชอบวินัยที่เกิดจากการบังคับ หรือขู่เข็ญ วางฟอร์มใส่กันเสียเท่าไร ผมเห็นว่ามันเป็นของไม่ยั่งยืน แถมมันเกิดจากอำนาจและความกลัว ผมชอบการปลูกฝังให้คนรู้จักมีวินัยในตนเองมากกว่าการที่จะต้องมาบังคับกัน ผมไม่ได้บอกเพื่อนออกไปตรงๆว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมแค่พึมพำๆกับตัวเองว่า "ถ้าให้กูเจอแบบนั้นคงอึดอัดแย่" เพราะใจผมมันรักที่จะมีพี่น้องที่เป็นเพื่อนกันได้มากกว่า ผมไม่อยากมีพี่น้องที่เป็นเพื่อนกันไม่ได้ และผมยังอยากมีเพื่อนที่เป็นทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องอีกด้วย

ผมเคยอ่านหนังสือเจอที่เขาเล่าว่า พระพุทธเจ้าบอกพระอานนท์"กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของชีวิตพรหมจรรย์" ที่ไม่ได้หมายถึงชีวิตที่ไม่เคยมีอะไรกับใครนะครับ แต่หมายถึงชีวิตที่ดี ส่วนกัลยาณมิตรหมายถึงเพื่อนที่ดีงาม บ้านไหนที่พ่อแม่ลูกสนิทสนมกันครอบครัวอบอุ่นผมเข้าใจว่าพ่อแม่ก็ได้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรกับลูกด้วย คือเป็นเพื่อนที่ดีให้กับลูก เห็นไหมครับว่าความเป็น 'เพื่อน' นั้นมันน่ารักขนาดไหน มันลึกซึ้งกินใจอะไรปานนี้ แม้แต่ฝรั่งเขายังแต่งเพลงรักให้ร้องว่า "I'm lucky, I'm in love with my best friend ... " แปลเป็นไทยได้ประมาณว่าฉันช่างโชคดีที่ได้ตกหลุมรักกับเพื่อนแสนดี ไม่เชื่อลองฟังดู



วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แนะนำหนังสือ : เดินทางไกลกับไซอิ๋ว/ลิงจอมโจก, เขมานันทะ

ในเรื่องไซอิ๋ว ภารกิจของตัวละครเอกคือต้องไปอัญเชิญพระไตรปิฎก

เพื่อนำคำสอนศาสนาไปเผยแพร่ สืบอายุพระศาสนา ยังประโยชน์ให้ชาวประชา

แต่ระหว่างทางฆ่าปิศาจไปเท่าไร ทั้งๆที่พระท่านสอนให้เมตตา งดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

คำถามนี้อาจถูกละเลยไปเพราะเรื่องไซอิ๋วเป็นแค่นิทาน หรือวรรณกรรมเรื่องเล่าสนุกสนาน

เน้นพฤติการณ์ของวีรบุรุษ มีเรื่องศาสนาเป็นแค่ส่วนประกอบเสริม

แต่ด้วยความที่มันไม้ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว เรื่องไซอิ๋วเกี่ยวข้องกับศาสนาแต่ต้นจนจบ

ทำให้มีวาทกรรม หรือชุดคำอธิบายที่มารองรับแก้ต่างในประเด็นนี้ อย่างน่ารับฟังเช่น

การตีความตัวละครไซอิ๋วให้เป็นเรื่องธรรมะ หงอคงเป็น ปัญญา โป๊ยก่ายเป็น ศีล ซัวเจ๋งเป็น สมาธิ

สามพี่น้องตะลุยเบิกทางฆ่าปีศาจ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นกิเลส พาอาจารย์ไปไซที

หรือ ดินแดนตะวันตกที่หมายถึงพระนิพพาน

ตัวอย่างเช่นในงานเขียนของ อาจารย์โกวิทย์  เอนกชัย หรือที่รู้จักกันในนามปากกา 'เขมานันทะ'

งานเขียนของท่านที่ตีความไซอิ๋วนั้นสมัยพิมพ์ครั้งแรกๆใช้ชื่อว่า "เดินทางไกลกับไซอิ๋ว"

ในการพิมพ์ครั้งล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น "ลิงจอมโจก" ซึ่งหมายถึงซุนหงอคง ตัวละครเอก

งานของอาจารย์โกวิทย์ตีความไซอิ๋วตั้งแต่ต้นจนจบการเดินทาง

(มีเว้นบางตอนเล็กน้อยอย่างตอนประวัติพระถังซัมจั๋ง)

แสดงให้เห็นการเดินทางจิตวิญญาณที่พาใจมนุษย์ไปสู่การหลุดพ้นทุกข์

สัญลักษณ์ในเรื่องล้วนแต่เป็นปริศนาธรรม ที่ตีออกได้เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาทั้งสิ้น

งานเขียนชิ้นนี้เหมาะสำหรับคนรักไซอิ๋ว และผู้สนใจใฝ่ธรรมทั้งหลาย




Photos courtesy :

https://vorawat.files.wordpress.com/2011/05/1215676881.jpg?w=240 (4/5/2560)

http://static.weloveshopping.com/shop/booksforfun/na01316.jpg (4/5/2560)

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

พื้นที่ต่อรองอำนาจใน 'บริษัทฮาไม่จำกัด'

ผมมีเพื่อนเป็นคนรุ่นใหม่วันๆใช้แต่อินเตอร์เน็ตพักผ่อนหาความบันเทิง ไม่เคยเห็นเขาดูโทรทัศน์เลย ส่วนใหญ่ มักใช้หมดเวลาไปกับการเสพสื่อสร้างสรรค์ ไม่ก็หาความบันเทิงกับหนังละครต่างประเทศ แต่วันนึงผมต้องแปลกใจ เมื่อเห็นเขาเปิด Youtube ดูรายการตลกไทยที่ฉายทางทีวี ย้อนหลัง รายการนั้นคือ 'บริษัทฮาไม่จำกัด' ที่ฉายทางช่อง 9อสมท รายการนี้เป็นรายการโชว์ตลกหน้าใหม่ ที่ออกฉายมาไม่นานเมื่อต้นปี 2558 ฉายทุกวันอาทิตย์เวลาห้าโมงถึงหกโมงกว่าๆ

ความน่าสนใจของรายการนี้คือเป็น รายการที่รวมดาราตลกชื่อดังตัวท็อปไว้ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า รุ่นใหญ่ก็มีน้าค่อม ชวนชื่น นุ้ย เชิญยิ้ม บอล เชิญย้ม รุ่นใหม่ๆก็มีแจ๊ส ชวนชื่น โรเบิร์ต สายควัน ตั๊กบริบูรณ์ เป็กกี้ ศรีธัญญา ฯลฯ นอกจากดาราตัวหลักแล้ว แต่ละสัปดาห์ยังมีแขกรับเชิญมากหน้าหลายตามาร่วมแสดง เรียกเสียงฮามากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักร้อง หรือนักแสดงชื่อดังระดับพระเอก นางเอก  มุกตลกก็เล่นกันแบบธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง เล่นเองขำเอง (ฮาตรงที่มันหลุดกันเข้าไปอีก) หลายครั้งเอาเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนมาใช้เรียกเสียงฮา ไม่ก็เอาเหตุการณ์บ้านเมืองที่ทันสมัยมาใช้เล่นเป็นมุก ตรงนี้แหละที่อาจจะทำให้โดนใจคนดู ยอดวิววีดีโอย้อนหลังของรายการบนยูทูปแสดงให้เห็นความยอดนิยมไม่ใช่น้อยๆ

แต่ที่เหนือไปกว่าอื่นใด และเป็นปัจจัยสำคัญให้เพื่อนผมติดรายการนี้งอมแงม ก็คือ มุกที่ล้อเลียน คสช. มีหลายตอนที่นักแสดงออกมาเล่นมุกแต่งตัวแสดงท่าทางคำพูดคล้ายลุงตู่ ในตอนที่มีแขกรับเชิญเป็น คุณดาว ขำมิน ฉายเมื่อ 8 มกราฯ 60 ที่ผ่านมาในช่วงท้ายๆรายการ มีการแสดงจำลองเหตุการณ์การประชุมผู้นำนานาชาติ มีผู้นำจากประเทศไทยแต่งตัวเป็นทหาร ออกมายืนแสดงวิสัยทัศน์แก้ปัญหาบ้านเมืองบนโพเดียม ด้วยหน้าตาท่าทาง การพูดการจา ที่ชวนให้นึกถึง พอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นยิ่งนัก บอล เชิญยิ้มที่เล่นเป็นพิธีกรถามว่า "ท่านคิดอย่างไร? ถึงได้เขามาดูแลบ้านเมือง" ชายคนนั้นตอบไปว่า "ผมไม่ทำแล้วใครจะทำละหา ?!?" ด้วยคำตอบกับน้ำเสียงเลียนแบบ พอ.ประยุทธ์เวลาให้สัมภาษณ์สื่อ โรเบิร์ตช่วยตบมุกเสริมบอก "ผมชอบเขาครับ เขาเป็นผู้นำที่ช่วยชาติประหยัดไฟ เพราะเวลาเย็นวันศุกร์เวลาเขาออกมาพูดผมก็ปิดทีวี" ยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่ว่ากำลังล้อใครอยู่

 ยิ่งฮากว่าเดิมเมื่อดาว ขำมิน ถามว่าบริษัทรู้ไหมว่าจะเล่นกันแบบนี้ ตอนทางบริษัทติดต่อมาไม่บอกว่ามีการเล่นแบบนี้นะ เขาถามไปพร้อมทำหน้าตาตื่นระแวง ยิ่งชวนขำได้อีก มุกตลกนอกจากจะมาจากความฮาที่ล้อท่านนายกลุงตู่แล้ว ยังฮาตรงที่นักแสดงแสดงความร้อนตัวว่ากลัวโดนสั่งเก็บปิดรายการกลางคัน

นักแสดงที่ล้อประยุทธ์นอกจากหน้าคล้าย ยังมีการพูดจาใช้โดยใช้วลีที่ติดปากลุงตู่เวลาสัมภาษณ์สื่อมาเสริมบุคคลิกความเหมือน และเพิ่มความฮาอย่าง การพูดห้วนว่า"จริงๆแล้วผมเป็นคนตลก ผมเป็นคนอารมณ์ดี อย่างผมเนี่ยไม่มีอะไรหรอก นะ นะ นะ !!!" ฯลฯ

ผมชอบมุกหนึ่งที่นักแสดงล้อ พอ.ประยุทธ์ บอกว่าเขาเดี๋ยวนี้ประเทศเราไม่มีแบ่งสีแดงสีเหลืองแล้ว ใครมีสีแดง สีเหลืองอย่าไปใส่ เขาบอกว่า "ผมไม่กลัวหรอกพวกสีแดง สีเหลืองอะ ผมกลัวสีกากี ... โผล่มาป้วนเปี้ยนๆหน้าบ้านทุกวันเลย !  ตั้งแต่เล่นมุกเนี้ย !!!" และในตอนท้ายก่อนจบช่วงเขาพูดแถลงการณ์ระบุว่าตัวเขาเป็นแค่ "รักษาการณ์หัวหน้ายามโลตัส" (ไม่ได้ระบุว่าเป็นนายกรัฐมนตรี)

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=SPl7hDhAk6s (12/4/2560)
ในช่วงที่รัฐบาล คสช. ออกมาปกครองบ้านเมืองแบบนี้ มีการออกกฎหมายหลายอย่างแบบบังคับใช้ทันใจ เป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด บวกกับการที่เป็นคณะปฏิวัติที่มาจากทหาร ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลยิ่งดูเข้มขรึม นายกรัฐมนตรี เป็นเหมือนหน้าตา ตัวแทนของคณะรัฐบาล คสช. สื่อให้ฉายาเรียกนับญาติอย่างสนิทสนมเป็นเหมือนพี่พ่อ (ลุงตู่) เป็นการช่วยให้ผู้นำเผด็จการดูคลายความเข้มลงสบายๆขึ้นก็จริง แต่เราก็อย่าลืม  นอกจากนายกแล้วท่านยังเป็นทหารระดับนายพล วัฒนธรรมของทหารที่เข้มงวดมีระเบียบวินัย แต่ดุดันตรงไปตรงมาอาจส่งผลให้ภาพลักษณ์ของนายกลุงตู่ดูโผงผางแบบนี้

การนำภาพลุงตู่มาตัดต่อเล่นบนเฟซบุ๊ค จนอาจดู "ทุเรศทั้งนั้น !!!" ในสายตาเจ้าตัว มาจนถึงการถูกนำมาล้อในรายการตลกเช่นที่เล่ามา คงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคนไม่ชอบท่าน แต่ผมเชื่อว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น บ้างก็อาจเพราะเข้าทำนองที่ว่า "รักดอกจึงหยอกเล่น" ไปจนถึงอาจจะมีบ้างที่ไม่ชอบต้องการล้อเลียนเสียดสีจริงๆก็คงมี เพราะคนเราจะไปทำอะไรให้คนถูกใจไปหมดนั้นมันเป็นไปไม่ได้ ขนาดพระปฏิมายังมีราคิน เกิดเป็นคนหรือจะสิ้นคนนินทา มีรักก็ต้องมีชังเป็นธรรมดาตามโลกธรรม

แต่มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจถ้ามองแบบวิเคราะห์ลงไปว่า การทำเช่นนี้เป็นการต่อรองกับอำนาจจากผู้ใต้ปกครอง ด้วยอารมณ์ขัน โดยเฉพาะในรายการบริษัทฮาไม่จำกัดนี้เอง


ในอดีตบ้านเรามีนิทาน 'ตาเถรยายชี' เอาพระซึ่งเป็นที่เคารพบูชา มาแต่งให้ทำอะไรตลกๆ พิสดาร ไม่น่าเคารพ นักคติชนวิทยามองว่าชาวบ้านใช้ นิทานเป็นพื้นที่แสดงออก เพื่อต่อรองกับอำนาจที่สูงกว่า เพราะในยามปกติสมัยโบราณชาวบ้านมีสถานะต่ำกว่าพระภิกษุสงฆ์ ในนิทานซึ่งเป็นเรื่องแต่งเขาจึงแต่งให้พระ หรือพระราชาเป็นตัวตลก (ดูอย่าง ศรีธนญชัย ที่เขาแต่งให้พระเอกแกล้งพระราชา)  คนโบราณเขาเข้าใจว่า 'นิทาน' เป็นเรื่องแต่งเรื่องเล่าไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องเล่าแบบนี้ถึงมีออกมาได้ให้เห็น

การต่อรอง (negotiation) แบบนี้ไม่ได้มีแค่เห็นในนิทาน แต่ยังอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันที่เราๆท่านๆอาจไม่ได้สังเกต อย่างเช่น ในสถานศึกษาที่ออกกฏห้ามแต่งกายผิดระเบียบ แต่นักเรียน นักศึกษา ก็ยังหาช่องทางแสดงตัวตนที่หลุดไปจากกรอบระเบียบวินัยการแต่งกาย อย่างเช่น หาเสื้อนอกกันหนาวที่ชอบมาสวมใส่ การดัดแปลงทรงผมให้ออกนอกแนวนิดหน่อยอย่างเด็กผู้ชายไถข้างกันจอน อะไรทำนองนี้ครับ


รายการตลก รายการนี้ก็คงมีสถานะเหมือนกับนิทานในสมัยก่อน ตรงที่เป็นพื้นที่แสดงออกถึงการต่อรองกับอำนาจที่เหนือกว่า ด้วยการใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือ ในการระบายความรู้สึกของผู้ใต้ปกครอง

ในชีวิตจริงทุกวันนี้ ถ้าเราไม่ชอบท่านนายก เราคงไปว่าท่านให้ตรงๆไม่ได้ หรือไม่ก็ถ้าเรารักท่าน เราก็คงไปหยอกล้อท่านต่อหน้าต่อตาไม่ได้ (ถ้าไม่สนิทกันถึงขนาดเล่นหัวกันได้) แต่เราสามารถดูรายการบริษัทฮาไม่จำกัดที่เอาคนหน้าเหมือนท่านมาเล่นแล้วขำได้ไม่มีใครว่า  ไม่ผิดกฏหมายอะไร ไม่มีใครมาเชิญไปกินกาแฟในค่ายทหาร หรือเชิญไปปรับทัศนคติ  เพราะรายการตลกก็คือรายการตลก ไม่ใช่เรื่องจริง !  (ไม่เชื่อก็ลองกดคลิกดูในวีดีโอด้านล่างครับ ...คลิปยังไม่ปลิว:P)



วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

'ไซอิ๋ว'ฉบับจีนแผ่นดินใหญ่ ปี 1986

 
    ละครทีวีเรื่อง "ไซอิ๋ว" ในบ้านเราคนส่วนใหญ่อาจจะรู้จักแต่เวอร์ชั่นที่ช่อง 3 นำมาฉาย ซึ่งเป็นฉบับของ TVB ฮ่องกง แต่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไซอิ๋วเวอร์ชั่นยอดนิยมกลับเป็นฉบับของทางสถานีโทรทัศน์วิทยุกลางแห่งประเทศจีน (China Central Television) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า CCTV ที่ไม่ใช่ชื่อกล้องวงจรปิด


ไซอิ๋ว TVB 1996 ที่ช่อง 3 นำมาฉาย เพื่อนๆส่วนใหญ่มักจะรู้จักไซอิ๋วจากเวอร์ชั่นนี้ มี'จางเหว่นยเจี้ยน'รับบทซุนหงอคง ในมาดลิงรูปหล่อ ผิดกับฉบับจีนแดงที่ดูแล้วให้เป็น ลิง(จริงๆ) มากกว่า


     หลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ม่านไม้ไผ่ก็เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น การเติบโตขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกธุรกิจ ของจีนนั้นไม่ได้อาศัยแค่อุตสาหกรรมอย่างเดียว งานด้านศิลปวัฒนธรรมก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างชาติให้เข้มแข็งในโลกสมัยใหม่ ด้วยความที่จีนเคยเป็นชาติมหาอำนาจ เป็นจักรวรรดิที่รุ่งเรือง มีศิลปวัฒนธรรมความเป็นมา และอารยธรรมอายุราวกว่าพันปีในแบบฉบับของตนเอง วรรณกรรมที่คอมมิวนิสต์เคยมองว่าเป็นเรื่องศาสนาไร้สาระ เป็นเรื่องผีสางเทวดา ให้ความบันเทิง มอมเมาคน กลับกลายมาเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมแบบจีนๆของรัฐบาลคอมมิวนิสต์

   ละครโทรทัศน์เรื่องไซอิ๋ว ฉบับจีนแดงจึงได้เกิดขึ้น และกลายมาเป็นเวอร์ชั่นคลาสสิค ที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบทุกปี มีคำกล่าวว่า คนรุ่นใหม่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องได้ดูละครเรื่องนี้อย่างน้อย 3 ครั้งในช่วงชีวิต เพื่อนของผู้เขียนที่เป็น นศ.ป.โท หญิงสาวชาวจีนเล่าให้ฟังว่า ไซอิ๋ว ฉบับนี้ถูกนำมาฉายทางโทรทัศน์ช่วงซัมเมอร์แทบทุกปีตั้งแต่เธอจำความได้


ไซอิ๋ว ฉบับสถานีโทรทัศน์วิทยุกลางแห่งประเทศจีน (Journey to the West, CCTV 1986)
   ในบ้านเราไม่ค่อยรู้จักฉบับนี้อาจเพราะมีอายุมากเกินไป คนร่วมสมัยเลยไม่ค่อยทันดู อีกทั้งคนไปรู้จักฉบับฮ่องกงที่นำมาฉายทีหลัง และติดตราตรึงใจมากกว่า ในส่วนฉบับนี้ผู้เขียนเห็นครั้งแรกก็ไม่ใช่ทางโทรทัศน์แต่เห็นเป็นหนังจีนชุดยี่สิบกว่าแผ่น ราคาสองพันกว่าบาท บนแผงขาย VCD ในร้าน LION ผู้จัดจำหน่ายของบริษัท APS อดีตค่ายหนังแผ่นยักษ์ใหญ่เจ้าแรกๆที่เบิกทางธุรกิจตลาดซีดีและดีวีดี  นอกจากนั้นยังเคยได้ยินมาว่าเคยถูกนำมาฉายทางช่อง 9 อสมท. อีกด้วย

    ต่อมาพอเริ่มเข้าสู่ยุคที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่าย ผู้เขียนถึงได้มีโอกาสชมเป็นครั้งแรกบน Youtube ดูแล้วรู้สึกเอฟเฟ็คขัดหู ขัดตา มาก ภาพตัดต่อกล้องวีดีโอดูไม่เนียนรำคาญ ตัวละครแต่งหน้าหนาๆ โดยเฉพาะพวกผีสางเทวดา ที่ใช้หน้ากากยาง ยิ่งดูเทอะทะ ถ้าดูตอนเด็กคงรู้สึกหน้ากลัว เสื้อผ้าหน้าผมก็แสนจัดจ้านแสบตาให้อารมณ์งิ้วมาก ซุนหงอคงก็เป็นลิงจริงๆ ไม่ใช่ลิงรูปหล่อเหมือนฉบับที่ดูของฮ่องกง ดูแล้วอดเอาไปเปรียบไม่ได้ 

   แต่พอโตมาได้อ่านไซอิ๋วฉบับวรรณกรรม ความคิดจึงเปลี่ยนไป พบว่าฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นที่เคารพต้นฉบับมาก ดำเนินเรื่องแทบจะตามในนิยายเป๊ะๆ มีบางตอนดัดแปลงเนื้อหา ตัดตอนบ้างเพื่อความกระชับ ยิ่งบางตอนที่เล่นจบแบบห้วนๆ ไม่เหมือนฉบับหลังๆ ที่ฮ่องกงไต้หวันสร้างซึ่งดัดแปลงไปมาก (แต่ก็มีข้อดีอยู่ที่ทำให้คนดูรุ่นเก่าไม่เบื่อ ได้ดูอะไรแปลกใหม่ หรือเปิดอิสระให้ผู้สร้างได้ตีความในฉบับของเขา) จากที่แต่ก่อนไม่ชอบเวอร์ชั่นนี้กลับกลายมาเป็นชอบถึงชอบมาก เห็นเป็นของแปลกใหม่คลาสสิค ยิ่งเทคนิคบางตอนนี้ล้ำสุด อย่างตอนปราบปีศาจกระทิง เขาอาศัยเทคนิคการแสดงเชิดสิงห์โตจีนมาใช้ สร้างปีศาจวัวกระทิงออกมาเดินสี่ขาฟัดกับซุนหงอคงยังกับเหมือนหนังมอนสเตอร์โดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์กราฟฟิค การถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องก็ถ่ายโดยใช้กล้องวีดีโอตัวเดียวด้วยงบประมาณที่มีจำกัด


ที่มา https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjxKYo-wKskU6ou-Asp-rAwK3FBSySHV0Hc6p92jbREdQRtGhNUzyevG2RwdqCIGyUQfAbgOV_Ad9kIhB9XqIwLJDfJTSgtXqldmuOYxrvEpXmSx2POIOXLkDwfwKrZVFLBSCWFUg04Y5c/s1600/jttw61.jpg (25/3/2560)

    ขนบการเล่าเรื่อง ไปจนถึงเครื่องแต่งกายในฉบับนี้ให้อารมณ์งิ้วจัดชัดเจน ตัวละครเอก ซุนหงอคง ก็แสดงโดย จางจินไหล (章金莱) หรือดารางิ้วฉายา"ลิ่วเสี่ยวหลิงถง"(六小龄童) ทายาทนักแสดงงิ้ววานรชื่อดัง ผู้ถ่ายทอดอารมณ์ได้สมกับลิง แถมยังมีทักษะยุทธ์จริงๆ ในประเทศจีนเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของราชาวานรไปแล้ว พอปีช่วงตรุษจีนในปีวอกทีไร พี่น้องชาวจีนแผ่นดินใหญ่มักจะได้เห็นเขาปรากฏตัวในร่างหงอคงออกมาแสดงอวยพรปีใหม่ผู้ชมทางโทรทัศน์


[วีดีโอข่าวช่อง CCTV สัมภาษณ์ จางจินไหล ผู้รับบท 'ซุนหงอคง']

   ตัวละครพระถังก็สลับคนเล่นไปมาถึงสามคน แต่ดูๆไปอารมณ์ก็ต่อเนื่องกันดี ถ้าสังเกตดีๆในซีรี่ย์นี้ใช้ดาราเวียนพอสมควร คนหนึ่งเล่นหลายบทอยู่ ร่างแปลงหงอคง จางจินไหลก็มักจะควบบทเล่นเอง บางตอนคนเล่นโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งไปเล่นเป็นเทวดาอารักษ์ให้เห็นก็มี

   ด้วยความที่รัฐบาลจีนให้ทุนสนับสนุนในการสร้างทำสถานที่ถ่ายทำจัดเต็มมาก เมืองจีนที่กว้างใหญ่มีทั้งป่าไม้ ทะเล แม่น้ำ ภูเขา ไปจนถึงทะเลทราย โบราณสถานงามๆ ล้วนปรากฏให้เราเห็นในเรื่อง แถมตอนท้ายๆยังยกกองมาถ่ายทำในประเทศไทยบ้านเราด้วย ฉากวัดเหลยอินในชมพูทวีป หรือที่ประทับพระยูไลยก็ใช้วัดโพธิ์ กับพุทธมณฑลเป็นโลเคชั่น สมมติเมืองไทยให้เป็นเมืองแขก


โปสเตอร์ที่มีฉากหลังเป็นองค์พระประธานในพุทธมณฑล ที่มา http://smg.photobucket.com/user/ngokhong/media/Journey%20to%20the%20West/xyjbook.jpg.html (25/3/2560)
    ไซอิ๋วฉบับนี้มี 2 ซีซั่น ซีซั่นแรกสร้างปี 1986 - 1988 เล่าเรื่องกำเนิดหงอคงไปจนถึงเชิญพระไตรปิฎกสำเร็จ จบบริบูรณ์ในตัว แต่ที่ต้องมี ภาค2 นั้นเพราะมีบางเรื่องในนิยายที่เล่าไม่หมดหรือถูกตัดตอนไปในภาคแรก ทำให้ทีมงานต้องสร้างภาคสองในปี 1999 และเข็นออกมาฉายในปี 2000 ทำให้ไซอิ๋วฉบับจีนแดงนี้สร้างได้จบครบสมบูรณ์ตามฉบับวรรณกรรม 

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

พระโพธิธรรม หนังจีนกำลังภายใน และเส้าหลินอินเดีย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Daruma
(1) พระโพธิธรรมอุ้มตุ๊กตา ดารุมะ ของญี่ปุ่น
ซึ่งมีต้นแบบมาจากท่านตั๊กม้อเอง
       พระโพธิธรรม อดีตเจ้าชายอินเดียผู้สละสมบัติออกบวชเป็นพระภิกษุ จาริกไปแผ่นดินใหญ่เผยแพร่คำสอนพระพุทธเจ้า ชาวจีนถือว่าท่านเป็นปฐมสังฆนายกนิกายเซ็นในประเทศจีน และนิกายนี้เองที่ทรงอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมจีน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงแดนอาทิตย์อุทัย
       ไม่เพียงแต่คุณูปการด้านศาสนาเท่านั้น ท่านยังมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ให้กำเนิดสุดยอดวิทยายุทธ์วัดเส้าหลิน ที่เลื่องชื่อ จนได้รับการเรียกขานเป็น "ปรมาจารย์ตั๊กม้อ"  ในนิยายกำลังภายในหลายต่อหลายเรื่อง ยกย่องให้วัดเส้าหลินมีบทบาทเป็นเสาหลักของยุทธภพ เป็นแหล่งกำเนิดวิทยายุทธ์กำลังภายในทั้งหลาย แม้แต่สำนักชื่อดังอย่างบู๊ตึ้ง ที่มีผู้ก่อตั้งคือ นักพรตจางซันฟง ผู้คิดค้นเพลงมวยไท้เก็กที่ได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นมวยจีนแท้ ก็ยังเคยศึกษาอยู่ที่วัดเส้าหลิน ที่กล่าวมาอ้างอิงจากเรื่องดาบมังกรหยก และภาพยนตร์ ละครทีวีหลายต่อหลายเรื่องจะจริงไม่จริงก็แล้วแต่ ... แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนสะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่ง โด่งดัง และความเป็นเจ้าต้นตำรับมวยกังฟูของวัดเส้าหลิน

       พระโพธิธรรม หรือที่เรียกตามสำเนียงจีนว่า ผู่ทีตั๊กม้อ นั้นได้ไปเผยแพร่หลายต่อหลายแห่งในประเทศจีนโบราณแต่ก็ไม่ได้รับความสำเร็จ สาเหตุอาจจะมาจากเรื่องภาษาและปรัชญาที่ลึกซึ้งแห่งธรรมะ เราสามารถเห็นได้จากวิธีการสอนของนิกายเซ็นที่เน้นการปฏิบัติไม่เน้นการพูดสอนเทศนา หรือไม่ก็มีวิธีการสอนด้วยการกระทำ ที่ต้องตีความถึงจะเข้าใจนัยยะที่แฝงไว้ด้วยแก่นธรรมะลึกซึ้ง สิ่งนี้เองที่อาจทำให้คนทั่วไปไม่เข้าใจธรรมะของท่าน แม้แต่เจ้าผู้ปกครองอย่างฮ่องเต้"เหลียงบู๊ตี่"เองก็เมินท่าน เมื่อถูกท่านตอบว่าบุญกริยาที่ฮ่องเต้ทำมาไม่ใช่กุศล เพราะยังหวังผล ไม่ได้ทำด้วยใจบริสุทธิ์ ท่านเลยเดินทางไปพำนักในวัดป่าจวบจนมรณภาพ ซึ่งก็คือวัดเส้าหลิน นั่นเอง คำว่า เส้าหลินเป็นภาษาจีนกลาง แปลว่า ป่าน้อย

    ที่อารามวัดป่าน้อย พระโพธิธรรม ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งสมาธิวิปัสสนา ตำนานเล่าว่าที่ถ้ำหลังวัดท่านนั่งสมาธิหันหน้าเข้าหากำแพงอยู่หลายปีจนเงาติดข้างผนังถ้ำ อาจด้วยความที่นั่งสมาธินานๆ ทำให้เกิดอาการเมื่อยขบเลือดลมขัดข้อง ประกอบกับวัดมีที่ตั้งอยู่กลางป่ากลางดง เสี่ยงต่อการรุกรานของโจรผู้ร้าย ท่านจึงได้คิดค้นวิชามัดมวยกำลังภายในขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น



    ผู้เขียนสันนิษฐานว่าท่านคงอาศัยการฝึกฝนร่างกายแบบโยคะ กับความรู้แบบอายุรเวชโบราณของอินเดีย มาผสมผสานกับท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์ ประยุกต์เป็นเพลงหมัดมวย ไว้ใช้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพพลามัย ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเป็นฐานของการฝึกจิตวิญญาณตามแนวทางแบบปรัชญาโยคะ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถใช้เป็นวิทยายุทธ์ป้องกันตัว ผดุงคุณธรรมอีกด้วย นิยายมังกรหยก และกระบี่เย้ยยุทธจักรของกิมย้งได้กล่าวถึง คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นที่คิดค้นโดยปรมาจารย์ตั๊กม้อว่าเป็นสุดยอดแห่งวิชากำลังภายใน

      นิยาย และภาพยนตร์จีนแนวกำลังภายในจอมยุทธ์ที่ผลิตออกมาหลายเรื่อง จะเอ่ยถึงวัดเส้าหลินเกือบแทบททั้งนั้น จนทำให้กิตติศัพท์ของวัดโด่งดังแผ่ขจร กระจายไปทั่วโลก ที่อเมริกันสร้างหนังกังฟูให้ดาราฝรั่งอย่าง David Caradine เล่นเป็นพระหนุ่มต่างชาติฝึกวิชาวัดเส้าหลิน ส่วนที่บ้านเราหนังฮ่องกงตีตลาด ถูกนำเข้ามาฉายมากมายต่อเนื่อง มีทั้งหนังบู๊แอ็คชั่น ดราม่า คอมเมดี้ และที่สำคัญคือแนวกังฟู จนเด็กยุค80-90s แทบไม่มีใครไม่รู้จัก บรู๊ซ ลี เฉินหลง หงจินเป่า เจ็ท ลี ฯลฯ แม้แต่ผู้เขียนตอนเด็กเองดูหนังกังฟูพวกนี้แล้วก็ฝันว่าสักวันจะเดินทางไปฝึกวิทยายุทธ์ให้เก่งเหมือนเฉินหลง

      ใครจะไปรู้ว่า หนังมัดมวยกังฟูค่ายชอว์บราเดอร์ จากเกาะฮ่องกง เรื่องยอดมนุษย์ยุทธจักร (The 36th Chamber of Shaolin, 1978) ที่เล่าเรื่องการฝึกวิทยายุทธ์ของหลวงจีนในวัดเส้าหลิน จะทำให้เด็กชายชาวอินเดีย เริ่มฝึกฝนกังฟูตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และขวนขวายฝึกฝนวิทยายุทธจนกระทั่งลงทุนบรรพชาอุปสมบทในจีนนิกาย เข้าฝึกฝนวิทยายุทธที่วัดเส้าหลิน จนกระทั่งกลายมาเป็นอาจารย์สอนมวยกังฟู เดินทางกลับแดนภารตะ ไปก่อตั้งสำนักสาขาของวัดเส้าหลินที่นั่น


 (2) โปสเตอร์ภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง "ยอดมนุษย์ยุทธจักร (The 36th Chamber of Shaolin, 1978) "

      เด็กชายชาวอินเดียคนนั้นมีชื่อว่า Kanishka Sharma ปัจจุบันก็คือ หลวงจีนสือเยี้ยน (Chinese: 十堰; pinyin: Shíyàn) แห่งสำนัก กุรุกุล (Gurukul) หรือศูนย์ฝึกวัดเส้าหลินสาขาอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Nainital รัฐอุตรขัณฑ์ (Uttarakhand) อาจารย์สือเยี้ยนถือเป็นพระจีนชาวอินเดียรูปแรกของวัดเส้าหลิน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังอยู่เบื้องหลังการฝึกฝนเพื่อแสดงฉากแอคชั่นของดาราดังในหนัง Bollywood อย่าง Akshay Kumar, Madhuri Dixit, Anil Kapoor. ในยุคที่วิชากังฟูไม่ได้ใช้เพียงแค่ป้องกันตัว แต่ยังถูกนำไปใช้เพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะในแวดวงภาพยนตร์ กำเนิดของเส้าหลินอินเดียเองก็มีปัจจัยมาจากการแพร่กระจายของหนังฮ่องกง


      ด้วยอิทธิพลของพระพุทธศาสนา ทำให้พันกว่าปีที่แล้วพระโพธิธรรมชาวอินเดียเดินทางไปแผ่พุทธธรรม คิดค้นเพลงหมัดมวยสำนักเส้าหลินในจีน ด้วยอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ และสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ทำให้ Kanishka Sharma หรือ อาจารย์สือเยี้ยน ชาวอินเดียได้เดินทางไปเรียนรู้วิชามวยจีน และนำกลับไปเผยแผ่ในอินเดีย  ภาพของการต่อสู้ด้วยวิทยายุทธ์ในหนังฮ่องกงได้สร้างแรงบันดาลใจให้ท่าน ก่อเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เรื่องราวของสำนักเส้าหลินอินเดียติดตามได้ในวีดีโอด้านล่างนี้




Photos courtesy :
(1) http://mytats.com/uploads/6/9/2/2/69220691/3198326_orig.jpg
(2) https://static1.squarespace.com/static/534b45cde4b092d7f2cbfdb6/t/55c42b92e4b09e7cf23f658e/1438919572852/






วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รามายณะ มหากาพย์ที่เข้าไปนั่งในหัวใจผู้คนจากภารตวรรษสู่สุวรรณภูมิ

" ลืมอะไรก็ลืมเถิด   แม้ตายเกิดก็ลืมได้
สุขทุกข์คุกคามเท่าใด     อย่าใส่ใจจนกลัดกลุ้มวิญญ์
ทะเลชีวันครั่นครืนด้วยคลื่นโศก    โลกเป็นเช่นนี้นิจสิน
ลืมอะไรลืมได้อย่าอาจินต์   แต่อย่าสิ้นระลึกนึกถึงราม "

                                                     (น.๑๗๗ ศานติ-ไมตรี,เขมานันทะ)

         กลอนข้างต้นนี้แต่งขึ้นจากบทเพลงของศิลปินพเนจรในประเทศอินเดีย ดินแดนแห่งเทพเจ้า ต้นกำเนิดวรรณกรรมอมตะที่มีอิทธิพลมากในโลกตะวันออก มหากาพย์รามายณะ เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวรรณกรรมหรือวรรณคดีที่ทรงอิทธิพลและแพร่หลายไปจนตลอดทั่วทวีปเอเชียตั้งแต่แผ่นดินชมพูทวีปไปจนถึงสุวรรณภูมิในภูมิภาคอุษาคเนย์ คือรามายณะหรือที่บ้านเราเรียกว่ารามเกียรติ์ เราจะพบว่าในแต่ละประเทศในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนแต่มีเรื่องราวของพระรามถูกเล่าขานในรูปแบบต่างๆด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าจะตั้งแต่วรรณกรรมมหากาพย์เรื่องยาวไปจนถึงนิทานพื้นบ้าน และศิลปะ ภาพเขียน ประติมากรรมการแสดงแบบต่างๆทั้งร้องเต้นเล่นรำ ในหลายๆประเทศในเอเชียมีเรื่องราวของพระรามที่ถูกเรียกชื่อต่างๆกันไปมากมาย ดังเช่น ในประเทศอินเดียภารตวรรษดินแดนต้นกำเนิดของวรรณกรรมนี้เรียกว่า รามายณะ ในประเทศไทยเรามีวรรณคดีรามเกียรติ์ ประเทศลาวก็มีเรื่องพะลักพะลาม ประเทศกัมพูชาก็มี เรียมเก (อ.สมบัติ มั่งมีสุขศิริ,ศาสนาโลก ๒ ฮินดู) แม้กระทั่งในประเทศจีนก็มีวรรณกรรมไซอิ๋วที่มีตัวเอกเป็นวานรเจ้าอิทธิฤทธิ์คล้ายกับหนุมานซึ่งผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากรามายณะของอินเดีย (ลิงจอมโจก,เขมานันทะ)

ภาพหนุมานอมพลับพลา จากวรรณคดีรามเกียรติ์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

         เรื่องราวของพระรามที่เป็นที่แพร่หลาย ในแต่ละประเทศ ของแต่ละชนชาตินั้นมีเนื้อหารายละเอียดแตกต่างกันไปแต่เค้าโครงเรื่องหลักที่เหมือนกันก็คือ เป็นเรื่องการทำศึกระหว่างพระรามเจ้าชายมนุษย์ กับทศกัณฐ์หรือราพณ์ (Ravanaราชาอสูร เพื่อช่วงชิงนางสีดา มเหสีของพระรามที่ถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวไป โดยฝ่ายพระรามมีผู้ช่วยคือ พระลักษมณ์ ผู้เป็นอนุชา และหนุมานทหารเอกพร้อมทั้งกองทัพวานรของสุครีพราชาวานร และในตอนสุดท้ายพระรามก็เป็นผู้ชนะ นักวิชาการบางกลุ่มมองว่ารามายณะเป็นเรื่องที่มีต้นเค้าจากประวัติศาสตร์ที่ชนชาติอารยันซึ่งมีพระรามเป็นตัวแทนสู้รบกับพวกชาวทราวิฑที่มีตัวแทนคือจอมอสูรราวัณ แต่ผู้เขียนชอบเค้าความที่ว่ารามายณะเป็นเรื่องบุคคลาธิษฐานของการต่อสู้ภายในจิตมนุษย์มากกว่า ในสินธุธรรมพระรามคือ สัจจะ ความดี ความงาม ความจริง ที่ต่อสู้กับ ราวัณ ซึ่งหมายถึง อหังการ์ เพื่อช่วงชิง สีดาหรืออาตมัน โดยพระรามมีผู้ช่วยคือหนุมาน ซึ่งก็คือ ภักติ (เค้าขวัญวรรณกรรม,เขมานันทะ)

พระราม รบกับราพณาสูร ภาพวาดโดยจิตรกรชาวอินเดีย

      เรื่องของพระรามฉบับที่เป็นวรรณกรรมมาตรฐานเก่าแก่ และที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดก็คือเรื่อง มหากาพย์รามายณะ (Ramayan the Epic) วรรณกรรมประเภทมหากาพย์ภาษาสันสกฤต ของอินเดียที่เรียบเรียงโดย ฤษีวาลมิกิ (Valmiki) รามายณะนี้แต่งเป็นบทร้อยกรองประเภทคำฉันท์ ที่เรียกว่าโศลก จำนวนกว่า ๒๔,๐๐๐ โศลก หรือคาถาเมื่อประมาณ ๒,๔๐๐ กว่าปีมาแล้ว เรื่องราวของพระรามนั้นก่อนที่จะมี รามายณะ เชื่อกันว่าเป็นเรื่องที่มีเล่ากันแพร่หลายมาก่อนแล้วในชมพูทวีป แม้แต่ในคัมภีร์พุทธศาสนาก็มีนิทานชาดกที่เป็นเรื่องของพระราม (อุปกรณ์รามเกียรติ์, เสฐียรโกเศศ)

รูปทศกัณฐ์สร้างขึ้นเพื่อเผาทำลาย
ในวันสุดท้ายของเทศกาลวิชัยทศมี
เพื่อระลึกถึงชัยชนะขององค์ราม
        ในประเทศอินเดียสำหรับชาวฮินดูนั้นเรื่องของพระรามไม่ได้เป็นเพียงนิทานที่เล่ากันฟังสนุกๆ หรือไว้ใช่เล่นแสดงโขนละครอย่างในเมืองไทยเท่านั้นแต่ถือกันว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้าอวตารมาปราบทุกเข็ญ มหาตมะคานธี (M.K.Gandhi) ผู้กอบกู้เอกราชของอินเดียก่อนสิ้นชีพก็เอ่ยพระนามของพระรามพระเป็นเจ้าเป็นคำสุดท้ายก่อนสิ้นใจ ในเรื่องรามายณะพระรามคือพระวิษณุอวตารปางที่ ๗ เป็นเรื่องราวที่เป็นแบบอย่างทางศีลธรรมการประพฤติปฏิบัติในสังคม คือ พระรามเป็นแบบอย่างของลูกที่ดี สามีที่ดี พี่ชายที่ดี เพื่อนที่ดี ส่วนสีดาเป็นภรรยาที่ดี และหนุมานเป็นผู้รับใช้ที่ดีซื่อสัตย์ เป็นต้น
         รามายณะเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลมาต่อชาวฮินดูและสังคมอินเดียตั้งแต่โบราณมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในประเทศอินเดียนั้นชาวฮินดูมีเทศกาลงานสำคัญและประเพณีต่างๆที่มาจากเรื่องของพระรามที่ยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้เช่น เทศกาลวิชัยทศมี (Vijayadashami) หรือ ทุศเศห์รา (Dussehra) เป็นงานเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงชัยชนะของพระรามที่มีต่อราพณาสูรหรือทศกัณฐ์ ในช่วงเทศกาลนี้จะมีการแสดงทุกๆค่ำคืนเรียกว่า รามลีลา (Rama leela) จนกระทั่งวันสุดท้ายเรื่องที่แสดงจะเป็นตอนที่พระรามสังหารทศกัณฐ์ซึ่งตรงกับวันวิชัยทศมีพอดี ถัดจากนั้นอีกเดือนหนึ่งเชื่อว่าเป็นวันที่พระรามเดินทางกลับถึงเมืองอโยธยา ก็มีเทศกาล ทิวาลี (Diwali) หรือเทศกาลลอยประทีป คล้ายๆกับลอยกระทงในบ้านเรา ซึ่งในช่วงนี้ชาวอินเดียจะลอยดวงไฟหรือประทีปในแม่น้ำ และตกแต่งบ้านด้วยดวงไฟประทีปประดับพร้อมกันทั้งเมืองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และต้อนรับการกลับมาของพระราม นอกจากนี้ยังมีการให้รูปเคารพเทพเจ้าที่นับถือ และขนมมงคลแก่กันและกัน 

        รามายณะไม่เพียงมีแต่อิทธิพลกับชาวฮินดูในประเทศอินเดียเท่านั้นแม้แต่ในประเทศไทยซึ่งผู้คนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนานั้นก็ได้รับอิทธิพลจากรามายณะมาด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่มีเพียงแต่พุทธศาสนาเท่านั้นที่เรารับมาจากดินแดนชมพูทวีป แต่ยังมีศาสนาพราหมณ์อีกด้วย เราสามารถสังเกตเห็นร่องรอยของศาสนาพราหมณ์ได้มากมายจากวรรณกรรม วรรณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนวิถีชีวิต ความคิดความเชื่อพิธีกรรมศาสนาของผู้คน ในส่วนของรามยณะแล้วเราที่สามารถเห็นชัดเจนที่สุดนั้นก็คือ วรรณคดีรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นเพื่อแสดงโขนละครในโอกาสสำคัญของทางราชสำนัก อีกทั้งยังมีแนวคิดเทวราชที่รับผ่านมาจากทางขอมโบราณที่พระมหากษัตริย์มีสถานะเป็นดังเทพเจ้าบนโลกมนุษย์เป็นเทวราช สมมติเทพ หรือเป็นพระนารายณ์อวตารลงมาอีก ในสมัยประวัติศาสตร์เราจะเห็นกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ฉลองพระนามของพระองค์ด้วยพระนามของพระราม ดังเช่น พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัย พระราเมศวรแห่งกรุงศรีอยุธยา หรือในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังมีการเรียกพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่างๆว่าพระรามในภาษาอังกฤษดังเช่น พระบาทจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว King Rama the IV เป็นต้น ไม่เฉพาะพระนามของพระราชาเท่านั้นแม้แต่ชื่อของราชธานีเมืองหลวงของอาณาจักรก็เกี่ยวข้องกับพระรามเช่น กรุงศรีอยุธยา เดิมแรกสร้างเรียกว่า อโยธยา ตามชื่อเมืองของพระรามในรามายณะ เมืองหลวงของประไทยปัจจุบันก็มีความหมายเกี่ยวข้องกับพระรามอีกเช่นกัน ชื่อเต็มของกรุงเทพมหานครฯก็คือ กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ มีความหมายว่า พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคง และเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้ พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตเอาเองขึ้นมาว่าในประเทศอินเดียรามายณะจะแพร่หลายไปในผู้คนทั่วไปมากกว่าประเทศไทยที่ความนิยมรามายณะดูเหมือนจะมีแต่ในเฉพาะหมู่ชนชั้นปกครองมากกว่าชาวบ้านทั่วๆไป(คงเป็นเพราะในราชสำนักยังคงมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์อยู่มากโดยเฉพาะเรื่องของพิธีกรรม) ทุกๆวันนี้ในประเทศอินเดียปัจจุบันรามายณะถูกบอกเล่าผ่านสื่อต่างมากมายไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่าเรื่องสำนวนต่างๆ หนังสือการ์ตูน ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ทั้งการ์ตูนอนิเมชั่นและคนแสดงที่สร้างกันมากมายหลายเวอร์ชั่น (และคาดว่าจะสร้างต่อไปเรื่อยๆ) แม้กระทั่งเกมออนไลน์ก็มีแล้ว อาจารย์โกวิท อเนกชัย หรือท่านเขมานันทะ เคยเล่าไว้ว่าในประเทศอินเดียเวลาผู้คนตั้งวงน้ำชาคุยกันมักจะยกภาษิตหรือสำนวนจากรามายณะมาพูดกันเสมอๆ เช่น หนุมานเคยกล่าวว่าอย่างนั้น สีดาเคยว่าไว้อย่างนี้อะไรทำนองนี้ เป็นต้น มหากาพย์เรื่องนี้จะเข้าไปนั่งในหัวใจผู้คนมากมายมายาวนานจริงๆมีโศลกหนึ่งในรามายณะว่าไว้ว่า

"ตราบใดที่ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายยังมีอยู่บนผืนปฐพี ตราบนั้นเรื่องของพระรามก็ยังอยู่ต่อไปในโลก ฯ"
 

ข้อมูลอ้างอิง
เค้าขวัญวรรณกรรม ลิงจอมโจก และศานติไมตรี เขมานันทะ (โกวิท เอนกชัย)
อุปกรณ์รามเกียรติ์ เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน)
นาตยาบุบผามาศ รามายณะ มหากาพย์ เรื่องเล่า หรือนิยาย ? http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?newsid=9510000083005
วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เมื่อเรามองกันและกัน

ช่วงนี้สถานการณ์บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย มีความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล บุกยึดสถานที่ราชการ ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือมีการใช้กำลังทำร้ายกันถึงชีวิต ได้ยินคนหลายๆคนบ่นกันว่าช่วงเวลานี้เป็นยุคมิคสัญญี คำว่า "มิคสัญญี" เป็นคำนามซึ่งหมายถึงยุคที่มีแต่ผู้คนรบราฆ่าฟันเบียดเบียน เอาเปรียบซึ่งกันและกัน 

ภาพประกอบจาก http://www.tuhpp.net/?p=11635

ในชั้นเรียนวิชาศาสนาโลก ที่ข้าพเจ้าลงทะเบียนเรียนในสาขาศาสนศึกษาที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้สอนวิชานี้ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่าคำว่ามิคสัญญีนี้รับมากจากความเชื่อในศาสนาฮินดูที่ว่ากันว่า โลกและจักรวาลของเรานี้แบ่งออกเป็นสี่ยุคตามศีลธรรมของผู้คน  และในยุคสุดท้ายยุคที่สี่เรียกว่า"กลียุค"นั้น ถือกันว่าเป็นยุคมืด (คำว่ากลี หมายถึง ดำ) เป็นยุคที่ผู้คนเสื่อมศีลธรรมลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเองอย่างเห็นกันและกันเป็นผักปลา เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทุกหนแห่ง เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่ามิคสัญญี
อาจารย์ท่านอธิบายว่าคำคำนี้มาจากภาษาสันสกฤต มิค(ะ) แปลว่า สัตว์ซึ่งถูกล่า(ส่วนใหญ่ใช้กับกวาง) ส่วนคำว่า สัญญี นั้นแปลว่า ความรับรู้ สรุปแล้วความหมายของคำนี้ก็หมายถึง ผู้คนเห็นกันและกันเป็นสัตว์เป็นเหยื่อไว้ฆ่าไว้แกง หรือไม่เห็นกันเป็นมนุษย์เหมือนกันซึ่งสภาพนี้จะเกิดในสังคมที่มีความเสื่อมทางศีลธรรมเกิดขึ้น ผู้คนในสังคมเอาเปรียบกันและกัน เห็นกันเป็นผักปลาฆ่าแกงเอาเปรียบกันและกัน เห็นกันเป็นเนื้อเป็นเสือจ้องจะทำร้ายกันนั่นเอง
ศีลธรรมหรือความประพฤติทั้งทางกายและทางใจที่ดีงามปราศจากโทษมีแต่ประโยชน์ของคนเรานั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ได้เกิดจากการควบคุมบังคับกันและกัน แต่เกิดจากการที่คนเรานั้นมีจิตสำนึกที่รู้และเข้าใจความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ความที่มีความสุขความทุกข์เหมือนกัน เราไม่ชอบอย่างไร เขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน และเห็นอกเห็นใจกันและกัน ผู้คนเห็นกันและกันเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ไม่เบียดเบียนทำร้ายเอาเปรียบข่มเหงกัน อยู่ร่วมกันด้วยไมตรีจิต ซึ่งจิตสำนึกนี้เองที่ทำให้คนมองเห็นกันและกันเป็นเพื่อนมนุษย์
การที่ผู้คนมีจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ อีกทั้งมองเห็นกันและกันเป็นมนุษย์นั้นมีความหมายมาก พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า "การเกิดมีความเป็นมนุษย์นั้นหาได้ยาก"  คำว่า มนุษย์ นั้นหมายถึงผู้มีจิตใจสูง ผู้ที่มีจิตใจสูงและดีงามย่อมมีศีลธรรมไม่ทำร้ายกันและกัน มีความรักความเข้าใจ เคารพให้เกียรติกันและกันอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ภาพประกอบจาก http://margaretfarid.files.wordpress.com/2012/11/a_aaa-just-a-little-humanity.jpg

ในโลกหรือสังคมที่ ศีลธรรมเสื่อมจิตใจคนตกต่ำจึงมักพลอยเกิดความวุ่นวายโกลาหลเมื่อคนมองไม่เห็นกันและกันเป็นเพื่อนมนุษย์ อุปมาดังเมื่อยามที่แสงสว่างหายไป บนท้องฟ้าและบรรยากาศรอบๆตัวเราเข้าสู่ความมืด ถ้าหากเราเดินอยู่ในป่ามีคนอยู่ข้างหน้าเรา เราคงมองเห็นเขาได้ไม่ชัดเจนนัก หรือถ้ามีแสงจันทร์หรือแสงดาวรำไรเราคงมองเห็นเขาเป็นอะไรที่คลาดเคลื่อนออกไปจากความเป็นจริงเช่น มองเห็นเป็นสัตว์ป่าหรือต้นไม้กิ่งไม้ไม่ได้มองเห็นเขาเป็นคนเหมือนกับเราถนัดชัดเจนฉันใด  เมื่อไรที่ความมืดครอบงำจิตใจ ในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ไม่ดี มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง เราก็คงมองไม่เห็นเพื่อนมนุษย์เป็นมนุษย์ก็ด้วยฉันนั้น

ทุกวันนี้เรามองกันและกันเป็นมนุษย์เหมือนกันไหม หรือเรามองกันและกันเป็นอะไรไปแล้ว ?